| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| | |
 |
เพียงความตั้งใจที่จะออกเดินทางไปพักผ่อนช่วงระยะเวลาสั้นๆ
ภายหลังจากการตรากตรำทำงานมาโดยตลอด
กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางรอบโลก
นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2525 (1982)
กระทั่งปัจจุบันนี้เป็นเวลา 20 กว่าปีแล้ว สำหรับ
เอมิล และลิเลียน่า(Emil and
Liliana Schmid)
สามี-ภรรยาชาวสวิตเซอร์แลนด์วัย 60 กว่าปี
ใช้ชีวิตในแต่ละวันไปกับการเดินทางข้ามพรมแดนประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งจนเกือบจะรอบโลก การเดินทางเป็นระยะเวลายาวนาน
150 ประเทศที่เดินทางไปเยือน
ประกอบปริมาณไมล์การเดินทางที่มากที่สุดโดยใช้ยานพาหนะเพียงคันเดียวตลอดการเดินทางทำให้ในปี
1997 ทั้งคู่ได้รับการบันทึกลงกินเนสส์บุ๊ก
(http://www.worldrecordtour.com) ณ
วันนี้ ระยะทาง
ระยะเวลาในการเดินทางทวีปริมาณเพิ่มขึ้น
และยังคงไม่สิ้นสุด ต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
รถแลนด์ครูเซอร์สีฟ้าสดใสเลี้ยวเข้ามาจอดอย่างสงบนิ่งภายในงานมหกรรมยานยนต์
ความสดใสของสีรถภายนอกราวกับเปลือกที่ห่อหุ้มอยู่นั้นไม่สามารถบ่งบอกอายุและประวัติความเป็นมาอันโชกโชนของรถได้
มีเพียงหลายร้อยชื่อประเทศติดอยู่ด้านข้างรถบอกถึงการผจญภัยที่ผ่านมา นับเป็นครั้งที่ 2
สำหรับการเดินทางมาเยือนประเทศไทยอีกครั้งของอิมิลและลิเลียน่า
หลังจากเคยเดินทางมาแล้วครั้งหนึ่งในปี 1994
ที่กรุงเทพฯพวกเขาใช้เวลาพักผ่อนเป็นเวลาเกือบอาทิตย์
และเมื่อวานนี้พวกเขาได้เริ่มต้นออกเดินทางครั้งใหม่ต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
อย่างไรก็ตาม
แม้พวกเขาจะออกเดินทางจากประเทศไทยไปแล้ว
ก่อนจากไปพวกเขาได้เล่าเรื่องราวการเดินทางอันน่าประทับใจตลอดการเดินทางที่ผ่านมา "ก่อนมาเมืองไทย
เราขนรถลงเรือจากอเมริกาใต้มาสิงคโปร์
เดินทางต่อไปยังมาเลเซีย และประเทศไทย
จากนั้นจะเดินทางไปยังกัมพูชา เวียดนาม ลาว พม่า
และกลับมาประเทศไทยอีกครั้ง
และพักอยู่ที่นี่เป็นเวลาหนึ่งเดือน"
ลิเลียน่ากล่าวถึงแผนการเดินทางในอนาคต
จากนั้นจึงเริ่มต้นเล่าถึงการเดินทางในช่วงแรก เธอเล่าต่อไปว่าก่อนการเดินทางจะเริ่มต้นขึ้น
เธอทำงานเป็นเลขานุการ
ส่วนเอมิลทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายการเงินของบริษัทหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์ "เริ่มต้นเดินทางตอนนั้นอายุ
42 ปี เราไม่มีลูก
และคิดว่าต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตที่ดำเนินอยู่เป็นประจำแบบเดิมๆในแต่ละวัน
พร้อมกับตั้งใจจะออกเดินทางสัก 1-2 ปี
แล้วก็กลับมาสวิตเซอร์แลนด์เพื่อทำงานต่อ
แต่ไปๆมาๆ เรากลับชอบการเดินทางมาก
ประกอบกับเรายังพอจะมีเงินเก็บ
จึงยังคงเดินทางต่อไปเรื่อยๆ
กระทั่งถึงวันนี้เราไม่สามารถที่จะหยุดยั้งการเดินทาง
เพราะมันได้กลายเป็นชีวิตของเราไปเสียแล้ว" เดินทางครั้งแรกในปี 1984
วางแผนเดินทางไปแอฟริกา
ทว่าประเทศไนจีเรียปิดพรมแดนจึงเปลี่ยนความตั้งใจขนเรือจากสวิตเซอร์แลนด์ไปแคนาดา
และเริ่มต้นการเดินทางจากสหรัฐอเมริกาแทน "ไปถึงแคนาดาตรงกับเดือนตุลาคม
ช่วงฤดูหนาว จากนั้นเดินทางต่อไปยังสหรัฐอเมริกา
รัฐฟลอริดาตรงกับช่วงอากาศอบอุ่น
สามารถตั้งแคมป์ได้ จากฟลอริดาเดินทางไปอะแลสกา
ซึ่งอากาศเริ่มอบอุ่น
วางแผนการเดินทางจากประเทศนั้นไปประเทศนี้โดยพิจารณาจากสภาพภูมิอากาศเหมาะสมสำหรับการเดินทางและพักแรม" ตลอด 21 ปีของการเดินทาง
โดยเฉลี่ยแล้วพวกเขาใช้เงินเพียงวันละ 35
ยูเอสดอลลาร์
โดยค่าใช้จ่ายในการเดินทางช่วงแรกๆนำเงินเก็บที่มีอยู่ในธนาคารมาใช้
กระทั่งปี 1991 ลิเลียน่าได้รับมรดกจากมารดา
และเงินจำนวนนี้นี่เอง
ทำให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตไปกับการเดินทางได้เป็นระยะเวลานาน
ถึงวันนี้ยังมีรายได้เล็กๆน้อยๆจากการเขียนบทความและการถ่ายภาพ
พร้อมกันนั้นยังได้เงินจากรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ให้ประชาชนทุกเดือนๆละ
1,000
ดอลลาร์ "เรามีชีวิตที่เรียบง่าย
ดังนั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินจำนวนมาก
เรานอนในรถ ไม่ได้นอนในโรงแรม
ทำอาหารกินเอง" ภายในรถอัดแน่นไปด้วยข้าวของเครื่องใช้สำหรับการดำรงชีวิต
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรจะมีไว้ในบ้านได้ถูกนำมาไว้ในบ้านรถคันนี้
ไม่ว่าจะเป็นชุดเครื่องนอน ชุดเครื่องครัว
ฯลฯ "มีทุกอย่างเหมือนอยู่ที่บ้านแต่น้อยกว่า"
ลิเลียน่ากล่าว
พร้อมกับเดินพาชมห้องครัวของเธอซึ่งอยู่ท้ายรถ
เปิดชั้นวางของ
ภายในเต็มไปด้วยกระปุกเครื่องปรุงรสต่างๆ
"เรามีครัว มีหม้อ
มีตู้เย็นเชื่อมต่อแบตเตอรี่ในรถ
นอกจากนี้ยังมีที่นอน หมอน ผ้าห่ม
เสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยน แล้วก็มีอุปกรณ์อาบน้ำ
สบู่
จริงๆแล้วเรามีข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างเหมือนอยู่บ้าน
ถ้ากลับบ้านเกิดก็ไม่มีบ้าน
ดังนั้นรถคันนี้เหมือนเป็นบ้านของเรา
นอกจากนี้ยังมีคอมพิวเตอร์
ใช้ในการติดต่อเพื่อนฝูง" เธอชี้ไปยังอีกด้านหนึ่งของตัวรถพร้อมกับเอ่ยว่าพื้นที่ใช้สอยข้างในรถถูกแบ่งเป็น
2 ส่วนสำหรับเธอและอิมิล
ซึ่งพื้นที่ของอิมิลส่วนใหญ่เป็นที่เก็บเครื่องมือเกี่ยวกับรถ หลังจากพาชมรอบๆรถ
ลิเลียน่าเดินมานั่งท้ายรถพร้อมกับเล่าถึงการผจญภัยที่ผ่านมาให้ฟังว่า
"หลังอาหารเช้า ประมาณ 9
โมงเริ่มออกเดินทางไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งบ่ายจึงแวะพักข้างทาง ทำอาหารรับประทาน
พอบ่ายแก่ๆออกเดินทางต่อ และเริ่มหาที่พักค้างคืน
ส่วนใหญ่ตอนเช้าที่ออกเดินทางไม่ได้วางแผนว่าจะค้างคืนที่ไหน
เพราะยังไม่รู้ว่าวันนี้จะขับรถไปได้ไกลเพียงใด
และไม่รู้ว่าที่ที่ไปจะมีที่พักหรือเปล่า" "ขับรถไปเจอที่ที่ไม่มีถนน
ไม่มีคน จะจอดรถเพื่อเตรียมเป็นที่นอน
แต่สำหรับในกรุงเทพฯจะทำแบบนี้ได้ลำบาก
ได้รับการเอื้อเฟื้อจากโตโยต้าให้การช่วยเหลือจัดหาที่พักให้
ไม่ทุกประเทศ
บางแห่งให้ความช่วยเหลือดูแลสมรรถภาพของรถ ดูไบ
ลักษณะภูมิประเทศเป็นทะเลทราย
มีปริมาณรถแลนด์ครูเซอร์อยู่ทุกหนแห่งเป็นจำนวนมาก
ฉะนั้นในวันที่เราไปถึงดูไบจึงได้รับการดูแลจากโตโยต้าของดูไบให้การดูแลซ่อมบำรุงเครื่องยนต์" ประสบการณ์ตลอดการเดินทาง
หลากหลายความทรงจำที่เก็บเกี่ยวระหว่างทาง
"มีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความสุขใจ
สิ่งเล็กๆต่างๆทำให้มีความสุขทุกวัน
ประทับใจกับวีถีชีวิตที่เรียบง่ายในจอร์แดน
แม้ไม่สามารถสื่อสารกันได้เต็มที่
แต่รู้สึกมีความสุขมาก ทัชมาฮาล
เป็นอีกครั้งที่ทำให้มีความสุข
ธรรมชาติและสัตว์ป่าในแอฟริกา
ถ้าออกไปนอกทะเลทรายตอนกลางคืน
แสงดาวเต็มฟ้าและเงียบสงบ มีเพียงแสงดาวรายล้อม
เข้าป่าอแฟริกาตกกลางคืนได้ยินแต่เสียงของป่า
ในเวลานั้นคิดว่าไม่อยากไปไหน" ลิเลียน่ายกเหตุการณ์น่าตื่นเต้นระหว่างการเดินทางให้ฟังว่ามีหลายครั้งที่เจอกลุ่มคนแปลกหน้าขับรถตามเพื่อปล้นชิง
โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมาซิโดเนีย
นับเป็นเหตุการณ์ที่น่ากลัวกว่าทุกครั้ง "เคยมีคนแปลกหน้าขับรถตามระหว่างเดินทางในกัวเตมาลา
ออสเตรเลีย แต่ไม่น่ากลัวเท่าที่เจอในมาซิโดเนีย
ระหว่างที่กำลังขับรถอยู่บนถนน
และหาที่พักแรมก็มีชายกลุ่มหนึ่งขับรถเข้ามาขวาง
เราพยายามหลบหนีผ่านเข้าไปในทางเล็กๆ
จนซีกรถด้านหนึ่งพัง
พวกเขาพกมีดเดินเข้ามาเคาะกระจกรถเรียกให้เราลงเปิดประตู
แต่ว่าเราไม่ยอมเปิดประตูออกมา
รอจนเช้าจึงออกรถหนีเข้าไปในบัลแกเรีย" นอกจากเจอดักปล้นระหว่างทางแล้ว
ยังเผชิญหน้ากับธรรมชาติเกรี้ยวกราดจนแทบเอาชีวิตไม่รอด
"ตอนที่ขับรถไปถึงแคริบเบียนเจอพายุเฮอริเคน
คืนนั้นตั้งแคมป์ริมแม่น้ำแล้วหลับไปในรถ
ประมาณเที่ยงคืน ฝนตกหนักมีลมพายุ
แต่ยังหลับต่อจนกระทั่ง 2
ชั่วโมงต่อมาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
เอมิลก็พูดขึ้นมาว่าเสียงน้ำแปลกไป
พร้อมกับออกไปดูและกลับเข้ามาเรียกให้ออกไปดู
สิ่งที่เห็นคือกระแสน้ำเชี่ยวกรากโอบล้อมรอบรถของเราจนดูเหมือนว่าเรากำลังอยู่บนเกาะ
ช้าเกินไปที่จะขับรถออกไป เราไม่มีโทรศัพท์
คืนนั้นทั้งคืนเฝ้ารอดูกระแสน้ำว่าจะขึ้นหรือลด
โชคดีที่กระแสน้ำลดจึงรอดชีวิต
ตอนนั้นกลัวมาก" การเดินทางเป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามาเติมเต็มชีวิตของทั้งคู่
"ตอนแม่เสียชีวิต รู้สึกเสียใจมาก
ตอนนี้ยังมีสามีอยู่เคียงข้าง
สำหรับเราทั้งคู่แล้วการเดินทางช่วยเติมเต็มชีวิตได้มาก
เพราะว่าได้เผชิญกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและท้าทายอยู่ทุกวี่วันได้พบเจอกับผู้คนหน้าใหม่
เหมือนกับถ้าเรามีลูกก็ได้สวมกอดลูกตลอดเวลา" หญิงสาวในวัยร่วงโรยไปมากแต่ยังดูแข็งแรงและสดชื่นกลั่นกรองประสบการณ์ตลอด
21 ปีที่ผ่านมา เอ่ยว่าตลอดการเดินทางที่ผ่านมา 99
เปอร์เซ็นต์ของผู้คนในโลกที่พบเจอล้วนเป็นคนใจดี
สำหรับเอมิลที่เพิ่งเข้ามาร่วมวงสนทนา
แต่กลับมีความเห็นเหมือนกับลิเลียน่า
ทำเอาเธอเผลอยิ้มออกมา "ข่าว ทีวี
หนังสือพิมพ์นำเสนอข่าวน่ากลัว
สิ่งที่ไม่ดีในประเทศ แต่พอเห็นด้วยตาตัวเอง
ผู้คนที่พบเจอถือเป็นประสบการณ์ที่ดี"
ทั้งคู่แสดงความเห็นตรงกัน "อยู่ด้วยกันตลอด
24 ชั่วโมงภายในพื้นที่เล็กๆของรถ
ทำให้มีความคิดคล้ายกัน" ลิเลียน่าให้เหตุผลยิ้มๆ
พร้อมกับแสดงความในใจต่อไปว่า
"คนอื่นอาจจะต้องการรถใหม่ๆ
แต่ฉันต้องการเพียงแค่อิสรภาพ ได้พบเจอเพื่อนใหม่
วัฒนธรรมใหม่ๆ ชีวิตฉันไม่มีอะไรมาก
แต่เพียงแค่นี้ก็มีความสุขมากแล้ว
หลายคนอยากจะเดินทางรอบโลกเหมือนที่เรากำลังทำ
ซึ่งฉันคิดว่าถ้าอยากจะทำอะไรก็ตามต้องตัดสินใจทันทีก่อนที่มันจะสายเกินไป" อิมิลเสริมว่า
"เรามีเป้าหมายที่จะเดินทางร่วมกัน
ระหว่างการเดินทางเจอทั้งเหตุการณ์ที่ดีและไม่ดี
มีปัญหาหลายๆอย่างให้ได้แก้ไขผ่านมาด้วยกัน
แต่ถ้าวันหนึ่งลิเลียน่าต้องการกลับบ้าน
แต่ผมยังอยากเดินทางต่อ ย่อมเกิดปัญหา
แต่ว่าวันนี้เรายังใจตรงกันยังต้องการเดินทางต่อ" ราวกับว่าการเดินทางได้กลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของทั้งคู่ไปเสียแล้ว
ดังนั้นตราบเท่าที่ทั้งคู่ยังคงมีร่างกายที่แข็งแรง
รวมถึงรถคู่ใจยังคงมีสมรรถนะในการเดินทาง
ตราบนั้นการเดินทางยังคงเดินหน้าต่อไปโดยไม่สิ้นสุด ดังเช่นที่ทั้งคู่พร้อมใจกันตอบในทิศทางเดียวกัน
"หยุดการเดินทางต่อเมื่อล้มป่วยหรือรถพัง
แต่ตราบเท่าที่รถยังวิ่งได้ก็จะยังคงเดินทางต่อไปเรื่อยๆ
อยากจะขับรถเดินทางให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ดูเหมือนว่าการเดินทางกลายเป็นชีวิตของเราไปเสียแล้ว
ฉันไม่สามารถคาดเดาได้ว่าถ้าวันพรุ่งนี้ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้
ฉันก็ไม่รู้จะทำอะไร
เพราะทุกวันนี้ในแต่ละวันมีแต่สิ่งที่ท้าทายและอีกอย่างฉันไม่ชอบทำงานประจำ
ทำกิจวัตรประจำวันแบบเดิมทุกๆวัน
ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าจะยังคงได้เดินทางเช่นนี้ไปตราบนานเท่านาน" เรื่อง ศิริญญา มงคลวัจน์
| | |